“...ประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน แก้ปัญหา เพราะว่าอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า จะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า กรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง...” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ณ เวลานี้ลมหายใจของผู้คนคงร้อนเร่าไปกับไฟการเมือง ที่พลพรรคเสื้อแดงระดมสรรพกำลังเตรียมกรีฑาทัพบุกกรุง เพื่อกดดันรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด เพราะดูประหนึ่งว่าต่างฝ่ายต่างฮึ่มๆ เข้าใส่กันโดยไม่อินังขังขอบกับอะไรทั้งสิ้นอีกต่อไปแล้ว ประชาชนต่างตกอยู่ในสภาพที่ล้วนต้องสะเทินแรงกดดันจากสัมพันธ์ระหว่างไฟใต้และการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่รู้แน่ชัดคือ ประชาชนต้องรับกรรมอีกแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือในสถานภาพใดก็ตาม "ความสมานฉันท์" "...เป็นสิ่งเตือนใจเราทั้งหลายผู้ร่วมอยู่ในชาติ ในประเทศนี้ ให้มีสมานฉันท์อันมาหาเหตุผลความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างจริงจัง เพื่อกำจัดอคติ และสร้างเสริมความเมตตา สามัคคี ในกันและกันจักได้สามารถรวมกำลังกันสร้างสรรค์จรรโลงประเทศชาติของเราให้มั่นคงเข้มแข็งเป็นแผ่นดินที่ทุกคนจะอยู่อาศัย และประกอบสัมมาชีพร่วมกัน ด้วยความผาสุกร่มเย็นตลอดไป ไม่มีที่สิ้นสุด..." พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันอังคารที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ |